วันอาทิตย์ที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2557

จิตตวรรค:05.เรื่องพระจิตตหัตถเถระ



05. เรื่องพระจิตตหัตถเถระ

พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ที่พระเชตวัน  ทรงปรารภพระจิตตหัตถเถระ ได้ตรัสพระธรรมบท พระคาถาที่ 38 และพระคาถาที่ 39 นี้

ชาวนาชาวเมืองสาวัตถีคนหนึ่ง ตามหาโคที่หายไปในป่า รู้สึกหิวมากจึงเข้าไปในวัดประจำหมู่บ้านแห่งหนึ่ง และได้รับประทานอาหารที่เหลือจากพระฉันในตอนเช้า  ขณะที่กำลังรับประทานอาหารอยู่นั้น เขาก็มีความคิดว่า แม้ว่าเขาจะทำงานหนักทุกวัน แต่ก็ไม่สามารถหาอาหารดีๆแบบนี้รับประทานได้ เขาควรจะบวชเป็นพระภิกษุก็จะได้ฉันอาหารดีๆ  ดังนั้นเขาจึงไปขอให้ภิกษุทั้งหลายบวชให้  เมื่อเข้าไปบวชเป็นพระอยู่ในวัดแล้ว  ท่านนี้ก็ได้ทำหน้าที่ต่างๆของภิกษุ และด้วยเหตุที่มีอาหารดีๆรับประทาน ท่านก็เลยอ้วนท้วนน้ำหนักตัวขึ้นมาก  แต่ต่อมาไม่นานท่านเกิดความเบื่อหน่ายกับการที่ต้องออกเดินเที่ยวบิณฑบาต และได้ลาสิกขาออกไปเป็นฆราวาสเช่นเดิม  แต่พอสึกไปได้ไม่กี่วันก็มีความรู้สึกว่าชีวิตของฆราวาสน่าเบื่อหน่าย จึงได้หวนกลับไปขอบวชจากพระภิกษุอีกเป็นครั้งที่สอง ซึ่งพระภิกษุก็ได้บวชให้   แต่พอบวชครั้งที่สองนี้อยู่ไม่นาน ท่านก็ลาสิกขาออกไปเป็นฆราวาสอีก  ท่านบวชแล้วลาสิกขาแบบนี้ถึง 6 ครั้ง  พวกภิกษุทั้งหลาบจึงตั้งชื่อให้ว่า จิตตหัตถเถระซึ่งมีความหมายว่าผู้ตกอยู่ในอำนาจของจิต
ขณะที่ท่านบวชแล้วลาสิกขาไปๆมาๆระหว่างบ้านกับวัดเช่นนี้  ภรรยาของท่านก็ได้ตั้งครรภ์  วันหนึ่งในช่วงที่ท่านลาสิกขาออกไปอยู่ที่บ้านนั้น ท่านบังเอิญเดินเข้าไปในห้องนอนในขณะที่ภรรยาของท่านนอนหลับอยู่  ผ้าที่นางนุ่งเกิดหลุดลุ่ย  มีเสียงกรนออกมาทางจมูกและทางปาก  มีน้ำลายไหลออกจากปาก  อ้าปาก  พุงโต มีลักษณะคล้ายกับซากศพ  เมื่อท่านมองเห็นภรรยาเป็นเช่นนี้ก็เกิดความคิดขึ้นมาว่า เราไปบวชเป็นภิกษุหลายครั้งมาแล้ว และอยู่เป็นภิกษุไม่ได้ก็เพราะหญิงผู้นี้  คิดเช่นนี้แล้วก็ฉวยผ้ากาสาวพัสตร์เดินออกจากบ้านไปที่วัดเป็นครั้งที่ 7  ขณะที่เดินไปนั้นท่านท่องบ่นไปว่า ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ๆๆๆและก็ได้บรรลุพระโสดาปัตติผลในระหว่างทางที่เดินไปวัดนั้นเอง

เมื่อเดินทางไปถึงที่วัดแล้ว ท่านก็ได้ขอให้ภิกษุทั้งหลายบวชให้ คราวนี้ภิกษุทั้งหลายปฏิเสธและกล่าวว่า คราวนี้พวกเราบวชให้คุณไม่ได้แล้ว เพราะว่าคุณโกนศีรษะบ่อยมากจนกระทั่งว่าศีรษะของคุณเป็นเหมือนกับหินลับมีดไปแล้วท่านได้วิงวอนขอให้ภิกษุทั้งหลายบวชให้  ซึ่งภิกษุทั้งหลายก็ใจอ่อนได้บวชให้ท่านอีกครั้งหนึ่ง  พอบวชไปได้เพียงสองสามวัน ท่านก็ได้บรรลุพระอรหัตตผลพร้อมด้วยปฏิสัมทาญาณทั้งหลาย  พอภิกษุเหล่านั้นเห็นว่าท่านอยู่วัดนานผิดปกติก็มีความแปลกใจได้ถามท่านว่า คุณจิตตหัตถ์  คราวนี้ทำไมถึงบวชนานนัก ไม่สึกออกไปเป็นฆราวาสอีกเล่าท่านได้ตอบไปว่า ผมลาสิกขาออกไปอยู่บ้าน เมื่อผมมีความยึดมั่นถือมั่น แต่ตอนนี้ความยึดมั่นถือมั่นนั้นผมตัดได้แล้ว

พวกภิกษุทั้งหลายไม่เชื่อในคำพูดของท่าน ได้ไปเฝ้าพระศาสดาแล้วกราบทูลเรื่องที่ท่านพูดนั้น พระศาสดาได้ตรัสกะภิกษุเหล่านั้นว่า อย่างนั้น ภิกษุทั้งหลาย  บุตรของเรา ได้ทำการไปและการมา(บวชแล้วสึก และสึกแล้วบวช) ในเวลาที่ไม่รู้พระสัทธรรม  ในเวลาที่ตนยังมีจิตไม่มั่นคง  บัดนี้ บุตรของเรานั้นละบุญและบาปได้แล้ว

จากนั้นพระศาสดาได้ตรัสพระธรรมบท พระคาถาที่ 38  และพระคาถาที่ 39 ว่า

อนวฏฺฐิตจิตฺตสฺส
สทฺธมฺมํ อวิชานโต
ปริปลปสาทสฺส
ปญฺญา น ปริปูรติฯ

ผู้มีจิตไม่ตั้งมั่น
ไม่รู้พระสัทธรรม
มีศรัทธาลื่อนลอย
ปัญญาของเขาย่อมไม่บริบูรณ์.

อนวสฺสุตจิตฺตสฺส
อนนฺวาหตเจตโส
ปุญฺญปาปปหีนสฺส
นตฺถิ ชาครโต ภยํฯ

ผู้มีจิตที่ราคะรั่วรดไม่ได้แล้ว
มีใจไม่ถูกโทสะกระทบ
ละบุญและบาปได้แล้ว
ตื่นอยู่  ก็จะไม่มีภัย.



ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น