วันจันทร์ที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

ธรรมบทรวมชุด: บทที่ 19 : ธัมมัฏฐวรรค




01.เรื่องมหาอำมาตย์ผู้วินิจฉัย

พระศาสดา  เมื่อประทับอยู่ในพระเชตวัน  ทรงปรารภมหาอำมาตย์ผู้วินิจฉัย   ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า  น  เตน  โหติ  ธมฺมฏฺโฐ   เป็นต้น

ในวันหนึ่ง   พระภิกษุทั้งหลาย  เที่ยวบิณฑบาตในหมู่บ้าน  ใกล้ประตูด้านทิศอุดรของนครพาราณสี  กลับจากบิณฑบาตแล้ว   จะกลับไปที่วัดพระเชตวัน   เกิดฝนตกหนัก   จึงได้แวะไปพักรอฝนหยุดตก  ที่ศาลยุติธรรมแห่งหนึ่ง   ได้เห็นพฤติกรรมของมหาอำนาจผู้วินิจฉัยทั้งหลาย(พวกตุลาการ  หรือพวกผู้พิพากษา)  รับสินบน  ทำให้ผู้ผิดกลายเป็นผู้ถูก  จึงคิดว่า  พวกมหาอำมาตย์เหล่านี้ไม่ตั้งอยู่ธรรม  แต่พวกเรามีความสำคัญว่าเป็นผู้ทำการวินิจฉัยคดีโดยธรรม   เมื่อฝนหายตกแล้ว  มาถึงวัดพระเชตวัน  เข้าไปถวายบังคมพระศาสดา  กราบทูลสิ่งที่ได้พวกตนประสบให้พระศาสดาทรงทราบ  พระศาสดาตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย  พวกมหาอำมาตย์ผู้วินิจฉัย   เป็นผู้ตกอยู่ในอำนาจอคติมีฉันทาคติเป็นต้น  ตัดสินคดีความโดยอำเภอใจ  ไม่ชื่อว่าเป็นผู้ตั้งอยู่ในธรรม  ส่วนพวกที่ไต่สวนความผิดแล้ว  ตัดสินคดีความโดยปราศจากอคติ  ตามสมควรแก่ความผิดนั่นแหละ   เป็นผู้ชื่อว่าตั้งอยู่ในธรรม” 

จากนั้น  พระศาสดาได้ตรัสพระธรรมบท   สองพระคาถานี้ว่า
น  เตน  โหติ  ธมฺมฏฺโฐ
เยนตฺถํ  สหสา  นเย
โย  จ   อตฺถํ  อนตฺถญฺจ
อุโภ  นิจฺเฉยฺย  ปณฺฑิโต  ฯ

อสาหเสน  ธมฺเมน
สเมน  นยตี  ปเร
ธมฺมสฺส  คุตฺโต  เมธาวี
ธมฺมฏฺโฐติ  ปวุจฺจติ  ฯ

บุคคลตัดสินคดีความโดยอำเภอใจ
ผู้นั้นไม่ชื่อว่าตั้งอยู่ในธรรม
ส่วนผู้ใดเป็นบัณฑิต
พิจารณาทั้งข้อถูกและข้อผิด
ถึงจะตัดสินคดีความ.
บัณฑิต ไม่ตัดสินคดีความโดยอำเภอใจ
แต่โดยสอดคล้องกับหลักกฎหมาย
เป็นผู้คุ้มครองกฎหมาย
เรากล่าวว่า  เป็นผู้ตั้งอยู่ในธรรม.

เมื่อพระธรรมเทศนาจบลง   ชนเป็นอันมาก  บรรลุอริบผลทั้งหลาย  มีโสดาปัตติผลเป็นต้น.

-------------------------------------------------------------------

02. เรื่องภิกษุฉัพพัคคีย์

พระศาสดา  เมื่อประทับอยู่ในพระเชตวัน  ทรงปรารภภิกษุฉัพพัคคีย์  ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า  น  เตน  ปณฺฑิโต  โหติ   เป็นต้น

ในกาลครั้งหนึ่ง   พระฉัพพัคคีย์(พระกลุ่ม 6 )   ได้เที่ยวทำให้โรงฉัน  ทั้งในวัดและในบ้าน  เกิดสกปรกเลอะเทอะ  วันหนึ่ง  ขณะที่ภิกษุหนุ่มและสามเณรน้อย  กำลังฉันภัตตาหารอยู่นั้น   พระฉัพพัคคีย์ก็ได้เข้าไปคุยโวโอ้อวดต่อหน้าภิกษุหนุ่มและสามเณรน้อยเหล่านั้นว่า  พวกเรานี่แหละเป็นบัณฑิต  จากนั้นก็เริ่มขวางปาสิ่งของต่างๆจนโรงฉันเกิดความเลอะเทอะไปทั่ว   ภิกษุทั้งหลาย  ไปกราบทูลเรื่องนี้แด่พระศาสดา  พระศาสดาตรัสว่า   “ภิกษุทั้งหลาย  เราไม่เรียกคนที่พูดมาก  เบียดเบียนผู้อื่นว่า เป็นบัณฑิต  แต่เราเรียกคนที่มีความเกษม  ไม่มีเวร  ไม่มีภัยเลยว่า  เป็นบัณฑิต”

จากนั้น  พระศาสดาได้ตรัสพระธรรมบท  พระคาถานี้ว่า

น  เตน  ปณฺฑิโต  โหติ
ยาวตา  พหุ  ภาสติ
เขมี  อเวรี  อภโย
ปณฺฑิโตติ  ปวุจฺจติ.

บุคคลไม่ชื่อว่าเป็นบัณฑิต
เพราะเหตุเพียงพูดมาก
ส่วนผู้มีความเกษม  ไม่มีเวร  ไม่มีภัย
เรากล่าวว่า  เป็นบัณฑิต.

เมื่อพระธรรมเทศนาจบลง   ชนเป็นอันมาก  บรรลุอริยผลทั้งหลาย  มีโสดาปัตติผลเป็นต้น.

------------------------------------------------------------------

03.เรื่องพระเอกุทานเถระ

พระศาสดา  เมื่อประทับอยู่ในพระเชตวัน  ทรงปรารภพระขีณาสพ(พระผู้สิ้นกิเลส)ชื่อว่าเอกุทานเถระ  ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า  น  ตาวตา  ธมฺมธโร   เป็นต้น

พระเอกุทานเถระ (พระเถระมีคำอุทานบทเดียว) พำนักอยู่ในป่าแห่งหนึ่งองค์เดียว  ท่านชอบกล่าวคำอุทานกถาบทเดียวนี้ว่า “ความโศกทั้งหลาย  ย่อมไม่มีแก่บุคคลผู้มีจิตมั่นคง  ไม่ประมาท  เป็นมุนี  ศึกษาในทางโมนปฏิบัติ  ผู้คงที่  ระงับแล้ว  มีสติทุกเมื่อ” พอถึงวันอุโบสถ  ท่านพระเอกุทานเถระก็จะป่าวประกาศให้ผู้คนทั้งหลายมาฟังธรรมกัน   แล้ว  ท่านพระเอกุทานเถระก็จะกล่าวอุทานกถาบทนี้    และเมื่อท่านเอกุทานเถระกล่าวอุทานกถาบทนี้จบลง  พวกเทวดาในป่าก็จะส่งเสียงสาธุการดังสนั่นหวั่นไหว  ต่อมา  ในวันอุโบสถวันหนึ่ง  ภิกษุทรงจำพระไตรปิฎก  2  รูป  พร้อมบริวารรูปละ  500  พากันไปยังสถานที่ท่านพระเอกุทานเถระพำนักอยู่นั้น   พระเอกุทานเถระได้นิมนต์พระเถระผู้ทรงพระไตรปิฎกทั้งสองรูปนั้นแสดงธรรม   พระเถระทรงพระไตรปิฎกสองรูปนั้นได้ถามท่านพระเอกุทานเถระว่า   ที่นี่มีคนฟังธรรมด้วยหรือ   ท่านพระเอกุทานเถระเรียนว่า  มีเทวดามาฟังธรรมและจะส่งเสียงสาธุการทุกครั้งที่การแสดงธรรมจบลง  แต่พอพระทรงจำพระไตรปิฎกทั้งสององค์ผลัดกันแสดงธรรม  พอการแสดงธรรมของแต่ละองค์จบลง  ก็ไม่มีเสียงสาธุการของเทวดาทั้งหลายให้ได้ยิน   พระทรงจำพระไตรปิฎกั้งสององค์เกิดความสงสัยในคำพูดของพระเอกุทานเถระที่บอกว่าเมื่อการแสดงธรรมจบลงก็จะมีเสียงเทวดาส่งเสียงสาธุการสนั่นหวั่นไหว   แต่พระเอกุทานเถระก็ยังยืนยันอย่างแข็งขันว่า  ที่ผ่านมาเมื่อการแสดงธรรมจบลงจะมีเสียงสาธุการของเทวดาในทุกครั้ง 

ดังนั้น   พระทรงจำพระไตรปิฎกทั้งสองรูป   จึงขอให้พระเอกุทานเถระแสดงธรรมดูบ้าง  พระเอกุทานเถระจึงได้จับพัดมาบังหน้าแล้วกล่าวอุทานกถาดังข้างต้นนั้น  พอพระเอกุทานเถระกล่าวอุทานกถาบทนั้นจบลง   ก็มีเสียงเทวดาส่งเสียงสาธุการดังสนั่นหวั่นไหว   พระภิกษุบริวารของพระเถระผู้ทรงจำพระไตรปิฎกทั้งสององค์นั้น  กล่าวหาว่าพวกเทวดาในป่าลำเอียง  จึงได้นำความขึ้นกราบทูลพระศาสดา   เมื่อเดินทางกลับมายังพระเชตวัน  พระศาสดาตรัสว่า  “ภิกษุทั้งหลาย  เราไม่เรียกผู้เรียนมากหรือพูดมากว่า  เป็นผู้ทรงธรรม  ส่วนผู้ใดเรียนคาถาแม้คาถาเดียวแล้วแทงตลอดสัจจะทั้งหลาย  ผู้นี้ชื่อว่าเป็นผู้ทรงธรรม”

จากนั้น  พระศาสดาตรัสพระธรรมบท  พระคาถานี้ว่า

น  ตาวตา  ธมฺมธโร
ยาวตา  พหุ  ภาสติ
โย  จ  อปฺปํปิ  สุตฺวาน
ธมฺมํ  กาเยน  ปสฺสติ
ส  เว  ธมฺมธโร  โหตุ
โย  ธมฺมํ  นปฺปมชฺชติ ฯ

บุคคล  ไม่ชื่อว่าทรงธรรม
เพราะเหตุที่พูดมาก
ส่วนบุคคลใด  ฟังแม้นิดหน่อย
ย่อมเห็นธรรมด้วยนามกาย
บุคคลใด  ไม่ประมาทธรรม
บุคคลนั้นแล  เป็นผู้ทรงธรรม.

------------------------------------------------------------------------

04.เรื่องลกุณฏกภัททิยะ

พระศาสดา  เมื่อประทับอยู่ในพระเชตวัน  ทรงปรารภพระลกุณฏกภัททิยเถระ  ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า  น  เตน  เถโร  โหติ   เป็นต้น

วันหนึ่ง  พระจำนวน 30 รูป  มาเฝ้าพระศาสดา  และพระศาสดาทรงทราบว่า  พระทั้ง 30  รูปนั้นมุอุปนิสัยที่จะได้สำเร็จพระอรหัตตผล   ดังนั้น  พระศาสดาจึงทรงสอบถามพระภิกษุเหล่านั้นว่า   เห็นพระเถระรูปหนึ่งก่อนจะเข้ามาในห้องพระคันธกุฎีหรือไม่  เมื่อพระเหล่านั้นกราบทูลว่าไม่เห็นพระเถระเห็นแต่สามเณรรูปหนึ่ง   พระศาสดาตรัสว่า”  “ภิกษุทั้งหลาย  นั่นไม่ใช่สามเณร  นั่นเป็นพระเถระ”  เมื่อพระเหล่านั้นกราบทูลว่า “องค์เล็กจัง  เป็นพระเถระได้อย่างไร”   พระศาสดาจึงตรัสว่า  “ภิกษุทั้งหลาย  เราไม่เรียกว่า เถระ  เพราะความเป็นคนแก่  เพราะเหตุสักว่านั่งบนอาสนะพระเถระ  ส่วนผู้ใด  แทงตลอดสัจจะทั้งหลายแล้ว   ตั้งอยู่ในความเป็นผู้ไม่เบียดเบียนมหาชน  ผู้นี้  ชื่อว่าเป็นเถระ”

จากนั้น  พระศาสดาได้ตรัสพระธรรมบท  สองพระคาถานี้ว่า

น  เตน  เถโร  โหติ
เยนสฺส  ปลิตํ  สิโร
ปริปกฺโก  วโย  ตสฺส
โมฆชิณฺโณติ  วุจฺจติ ฯ

ยมฺหิ  สจฺจญฺจ  ธมฺโม จ
อหึสา  สญฺญโม  ทโม
ส  เว  วนฺตมโล  ธีโร
โส  เถโรติ  ปวุจฺจติ ฯ

บุคคล  ไม่ชื่อว่าเถระ
เพราะมีผมหงอกบนศีรษะ
ผู้มีวัยแก่หง่อมแล้วนั้น
เราเรียกว่า แก่เปล่า.
ส่วนผู้ใด  มีสัจจะ  ธรรมะ
อหิงสา  สัญญมะ  และทมะ
ผู้นั้นแล  ผู้มีมลทินอันคายแล้ว
ผู้มีปัญญา เรากล่าวว่า  เป็นพระเถระ.

เมื่อพระธรรมเทศนาจบลง   ภิกษุเหล่านั้น  บรรลุอรหัตตผล.

---------------------------------------------------------------

05.เรื่องภิกษุมากรูป

พระศาสดา  เมื่อประทับอยู่ในพระเชตวัน  ทรงปรารภภิกษุมากรูป  ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า  น  วากฺกรณมตฺเตน  เป็นต้น
ในวัดนั้น  ภิกษุหนุ่มและสามเณรน้อย  จะทำการดูแลอาจารย์ผู้บอกธรรมของตน  ด้วยกิจต่างๆ เช่น การย้อมจีวรเป็นต้น   พระเถระพวกหนึ่งสังเกตเห็นวัตรปฏิบัติเหล่านี้  ก็เกิดความริษยา  และได้คิดแผนอย่างหนึ่งขึ้นมาเพื่อจะให้เกิดประโยชน์แก่พวกตนบ้าง  โดยแผนนี้ก็คือ  พวกพระเถระเหล่านี้จะกราบทูลแนะนำพระศาสดาว่าให้ออกกฎว่า  พวกภิกษุหนุ่มและสามเณรน้อย  แม้ว่าจะทำวัตรปฏิบัติแก่อาจารย์ของตนแล้ว  ก็จะต้องมาขอคำแนะนำเพิ่มเติมจากพระเถระเหล่านี้ด้วย   เมื่อพระเถระเหล่านี้ไปกราบทูลเรื่องนี้แด่พระศาสดา  พระศาสดาทรงทราบวัตถุประสงค์แอบแฝงของพระเถระเหล่านั้น  ได้ตรัสว่า  “เราไม่เรียกพวกเธอว่า คนดี  เพราะเหตุสักว่าพูดจัดจ้าน  ส่วนผู้ใด  ตัดธรรมมีความริษยาเป็นต้นเหล่านี้ได้แล้ว  ด้วยอรหัตตมรรค  ผู้นี้แหละชื่อว่าคนดี”

พระศาสดา  ได้ตรัสพระธรรมบท  สองพระคาถานี้ว่า

น  วากฺกรณมตฺเตน
วณฺณโปกฺขรตาย  วา
สาธุรูโป  นโร  โหติ
อิสฺสุกี  มจฺฉรี  สโฐ ฯ

ยสฺส  เจตํ  สมุจฺฉินฺนํ
มูลฆจฺฉํ  สมูหตํ
ส  วนฺตโทโส  เมธาวี
สาธุรูโปติ  วุจฺจติ  ฯ

นระ  ผู้มีความริษยา  มีความตระหนี่  โอ้อวด
จะชื่อว่าคนดี  เพราะเหตุสักว่าทำการพูดจัดจ้าน
หรือเพราะมีผิวกายงามก็หาไม่.
ส่วนผู้ใด  ตัดความริษยาเป็นต้นได้ขาดแล้ว
ถอนขึ้นให้รากขาด
ผู้นั้น  มีโทสะอันคายแล้ว  มีปัญญา
เราเรียกว่า  คนดี.

เมื่อพระธรรมเทศนาจบลง   ชนเป็นอันมาก  บรรลุอริยผลทั้งหลาย   มีโสดาปัตติผลเป็นต้น.
--------------------------------------------------------------------

06.เรื่องภิกษุชื่อหัตถกะ

พระศาสดา  เมื่อประทับอยู่ในกรุงสาวัตถี  ทรงปรารภภิกษุชื่อหัตถกะ  ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า  น  มุณฑเกน  สมโณ  เป็นต้น

พระหัตถกะ   ชอบไปท้าพวกเดียรถีย์ให้มาโต้วาทีกันกับท่าน ในสถานที่แห่งใดแห่งหนึ่ง  เมื่อถึงกำหนดเวลาที่นัดหมายกันนั้น  พระหัตถกะก็จะไปยังสถานที่นัดหมายกันนั้นก่อนเวลา   แล้วคุยโอ้อวดว่า “ ดูเถิดท่านทั้งหลาย  พวกเดียรถีย์ไม่มา  เพราะกลัวผม  นี่แหละเป็นความแพ้ของพวกเดียรถีย์เหล่านั้น”  พระศาสดาทรงทราบพฤติกรรมของพระหัตถกะนั้นแล้ว  ตรัสเรียกมาสอบถาม  และเมื่อพระหัตถกะยอมรับความจริงนั้น  ตรัสว่า  “เหตุไฉน  เธอจึงทำอย่างนั้น  ? ด้วยว่า  ผู้ทำมุสาวาทเห็นปานนั้น  จะชื่อว่าเป็นสมณะ  เพราะเหตุสักว่ามีศีรษะโล้นเป็นต้นหามิได้  ส่วนผู้ใด  ยังบาปน้อยหรือใหญ่ให้สงบแล้วตั้งอยู่  ผู้นี้แหละชื่อว่าสมณะ”

จากนั้น  พระศาสดาได้ตรัสพระธรรมบท  สองพระคาถานี้ว่า

น  มุณฺฑเกนะ  สมโณ
อพฺพโต  อลิกํ  ภณํ
อิจฺฉาโลภสมาปนฺโน
สมโณ  กึ  ภวิสฺสติ ฯ

โย  จ  สเมติ  ปาปานิ
อณุถูลานิ  สพฺพโส
สมิตตฺตา  หิ  ปาปานํ
สมโณติ  ปวุจฺจติ  ฯ

ผู้ไม่มีวัตร   พูดเหลาะแหละ
ไม่ชื่อว่าสมณะ  เพราะศีรษะโล้น
ผู้ประกอบด้วยความอยาก และความโลภ
จะเป็นสมณะอย่างไรได้”

ส่วนผู้ใด  ยังบาปน้อยหรือใหญ่ให้สงบ
โดยประการทั้งปวง
ผู้นั้น  เรากล่าวว่า  เป็นสมณะ
เพราะยังบาปให้สงบแล้ว.

เมื่อพระธรรมเทศนาจบลง  ชนเป็นอันมาก  บรรลุอริยผลทั้งหลาย   มีโสดาปัตติผลเป็นต้น.

------------------------------------------------------------------

07.เรื่องพราหมณ์คนใดคนหนึ่ง

พระศาสดา  เมื่อประทับอยู่ในพระเชตวัน  ทรงปรารภพราหมณ์คนใดคนหนึ่ง  ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า  น  เตน  ภิกขุ  โส  โหติ  เป็นต้น

ในกาลครั้งหนึ่ง  พราหมณ์ผู้หนึ่ง  บวชในศาสนาอื่นที่มิใช่พุทธศาสนา  และเดินเที่ยวบิณฑบาต   วันหนึ่ง  พราหมณ์ผู้นี้คิดว่า  พระสมณโคดมประกาศว่า  ผู้ที่มีชีวิตจากการบิณฑบาตเรียกว่าภิกษุ  เมื่อเป็นเช่นนั้น  เราก็น่าจะถูกเรียกว่าภิกษุได้เหมือนกัน  เมื่อคิดดังนี้แล้ว  พราหมณ์ก็ได้ไปเฝ้าพระศาสดา  ทูลว่า “ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ  แม้ข้าพเจ้าก็เที่ยวภิกษา  เลี้ยงชีพอยู่  พระองค์จงเรียกแม้ข้าพเจ้าว่าภิกษุ”  พระศาสดาตรัสกับพราหมณ์นั้นว่า “ พราหมณ์  เราหาเรียกว่า ภิกษุ  เพราะอาการเพียงขอเขาไม่  เพราะผู้สมาทานธรรมอันเป็นพิษแล้วประพฤติอยู่  ย่อมเป็นผู้ชื่อว่าภิกษุหาได้ไม่  ส่วนผู้ใดเที่ยวไปด้วยพิจารณาสังขารทั้งปวง  ผู้นั้นชื่อว่าเป็นภิกษุ”

จากนั้น  พระศาสดาตรัสพระธรรมบท  สองพระคาถานี้ว่า

น  เตน  ภิกฺขุ  โส  โหติ
ยาวตา  ภิกฺขเต  ปเร
วิสํ  ธมฺมํ  สมาทาย
ภิกฺขุ  โหติ  น  ตาวตา ฯ

โยธ  ปุญฺญญฺเจ  ปาปญฺจ
วาเหตฺวา  พฺรหฺมจริยวา
สงฺขาย  โลเก  จรติ
ส  เว  ภิกฺขูติ  วุจฺจติ ฯ

บุคคลชื่อว่าเป็นภิกษุ
เพราะเหตุที่ขอกะคนพวกอื่นหามิได้
บุคคลสมาทานธรรมอันเป็นพิษ
ไม่ชื่อว่าภิกษุ  ด้วยเหตุเพียงเท่านั้น.

ผู้ใดในศาสนานี้
ลอยบาปและบุญได้แล้ว
ประพฤติพรหมจรรย์
รู้ธรรมในโลก  ด้วยการพิจารณาเที่ยวไป
ผู้นั้นแลเราเรียกว่า  ภิกษุ.



เมื่อพระธรรมเทศนาจบลง  ชนเป็นอันมาก  บรรลุอริยผลทั้งหลาย  มีโสดาปัตติผลเป็นต้น.

-------------------------------------------------------------------

08.เรื่องเดียรถีย์

พระศาสดา  เมื่อประทับอยู่ในพระเชตะวัน  ทรงปรารภพวกเดียรถีย์  ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า  น  โมเนน  เป็นต้น

พวกเดียรถีย์   จะกล่าวคำอำนวยอวยพร  แก่คนที่นำสิ่งของหรืออาหารมาให้   ว่า   “ความเกษมจงมี  ความสุขจงมี  อายุจงเจริญ  ในที่ชื่อโน้นมีเปือกตม  ในที่ชื่อโน้นมีหนาม  การไปสู่ที่เห็นปานนั้นไม่ควร”  ในขณะนั้น   เป็นช่วงปฐมโพธิกาล (ช่วง 25 ปีแรกหลังจากตรัสรู้) พระศาสดายังไม่ทรงอนุญาตวิธีอนุโมทนา  ภิกษุทั้งหลาย  จึงยังไม่ทำอนุโมทนาแก่พวกมนุษย์ในโรงฉัน  พวกมนุษย์จึงพูดกันว่า  “พวกเราได้ฟังมงคลแต่สำนักของเดียรถีย์ทั้งหลาย  แต่พระผู้เป็นเจ้าทั้งหลายนิ่งเฉยหลีกไปเสีย”  ภิกษุทั้งหลายจึงนำความขึ้นกราบทูลพระศาสดา

พระศาสดาจึงทรงอนุญาตว่า “ ภิกษุทั้งหลาย  ตั้งแต่นี้ไป  ท่านทั้งหลาย  จงทำอนุโมทนา  ในที่ทั้งหลายมีโรงฉันเป็นต้น  ตามสบายเถิด  จงกล่าวอุปนิสินนกถา(ถ้อยคำที่กล่าวกับบุคคลผู้เข้าใกล้) เถิด”   และภิกษุทั้งหลายได้กระทำตามพุทธานุญาตแล้ว  โดยได้กล่าวคำอำนวยอวยพรแก่ญาติโยมที่ถวายทาน เพราะผลของการกล่าวคำอำนวยอวยพรของภิกษุทั้งหลายนี้เอง  จึงมีผู้คนมานิมนต์พระภิกษุทั้งหลายไปรับภัตตาหารมากขึ้นๆ   พวกเดียรถีย์กล่าวตำหนิว่า “ พวกเราเป็นมุนีทำความเป็นผู้นิ่ง  พวกสาวกของพระสมณโคดม  เที่ยวกล่าวกถามากมาย  ในที่ทั้งหลายมีโรงฉันเป็นต้น”

พระศาสดา  ทรงสดับความนั้นแล้ว  ตรัสว่า  “ภิกษุทั้งหลาย   เราไม่กล่าวว่ามุนี  เพราะเหตุสักว่าเป็นผู้นิ่ง

เพราะคนบางพวกไม่รู้  ย่อมไม่พูด   บางพวกไม่พูด  เพราะความเป็นผู้ไม่แกล้วกล้า   บางพวกไม่พูด  เพราะตระหนี่ว่า  คนเหล่าอื่นอย่ารู้เนื้อความอันดียิ่งนี้ของเรา  เพราะฉะนั้น  คนไม่ชื่อว่ามุนี  เพราะเหตุสักว่าเป็นคนนิ่ง  แต่ชื่อว่าเป็นมุนี  เพราะยังบาปให้สงบ”


จากนั้น  พระศาสดาได้ตรัสพระธรรมบท  สองพระคาถานี้ว่า

น  โมเนน  มุนิ  โหติ
มุฬฺหรูโป  อวิทฺทสุ
โย จ  ตุลํว  ปคฺคยฺห
วรมาทาย  ปณฺฑิโต  ฯ

ปาปานิ  ปริวชฺเชติ
ส  มุนิ  เตน  โส  มุนิ
โย  มุนาติ  อุโภ  โลเก
มุนิ  เตน  ปวุจฺจติ  ฯ

บุคคลเขลา  ไม่รู้โดยปกติ
ไม่ชื่อว่าเป็นมุนี
เพราะความเป็นผู้นิ่ง
ส่วนผู้ใดเป็นบัณฑิต
ถือธรรมอันประเสริฐ  ดุจบุคคลประคองตราชั่ง.

เว้นบาปทั้งหลาย  ผู้นั้นเป็นมุนี  เพราะเหตุนั้น
ผู้ใดรู้อรรถทั้ง 2  ในโลก
ผู้นั้นเรากล่าวว่า  เป็นมุนี  เพราะเหตุนั้น.
ผู้นั้นเรากล่าว่า  เป็นมุนี  เพราะเหตุนั้น.

เมื่อพระธรรมเทศนาจบลง   ชนเป็นอันมาก  บรรลุอริยผลทั้งหลาย  มีโสดาปัตติผลเป็นต้น

-----------------------------------------------------------------

09.เรื่องพรานเบ็ดชื่ออริยะ

พระศาสดา  เมื่อประทับอยู่ในพระเชตะวัน  ทรงปรารภพรานเบ็ดชื่ออริยะ   ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า  น  เตน  อริโย   เป็นต้น

วันหนึ่ง   พระศาสดา  ทรงเห็นอุปนิสัยที่จะได้บรรลุโสดาปัตติมรรค  ของนายพรานเบ็ดชื่ออริยะ   เสด็จเที่ยวบิณฑบาตในบ้านใกล้ประตูเมืองด้านทิศอุดรแห่งกรุงสาวัตถี   พร้อมด้วยภิกษุทั้งหลาย   เมื่อเสด็จกลับมาจากบิณฑบาต  ได้ทรงแวะในที่ซึ่งนายอริยะกำลังตกปลาอยู่ นั้น  เมื่อนายอริยะเห็นพระศาสดา   ก็ได้โยนเบ็ดทิ้ง  แล้วเข้าไปยืน ณ  ที่ใกล้พระศาสดา  พระศาสดาทรงเริ่มต้นด้วยการถามชื่อของพระภิกษุทั้งหลาย   ที่ตามเสด็จพระองค์มาในครั้งนี้   ต่อหน้านายอริยะ   และในที่สุดได้ตรัสถามชื่อของนายอริยะบ้าง   เมื่อเขาตอบว่าชื่ออริยะ  ตรัสว่า  “อุบาสก  ผู้ที่ฆ่าสัตว์เช่นท่าน  จะชื่อว่าอริยะไม่ได้  ส่วนผู้ที่ตั้งอยู่ในความไม่เบียดเบียนมหาชน  จึงจะเรียกว่าอริยะ”

จากนั้น  พระศาสดาจึงตรัสพระธรรมบท  พระคาถานี้ว่า
 
น  เตน  อริโย  โหติ
เยน  ปาณานิ  หึสติ
อหึสา  สพฺพปาณานํ
อริโยติ  ปวุจฺจติ  ฯ


บุคคลไม่ชื่อว่าอริยะ
เพราะเหตุที่เบียดเบียนสัตว์
บุคคลที่เรากล่าวว่า เป็นอริยะ
เพราะไม่เบียดเบียนสัตว์ทั้งปวง.

เมื่อพระธรรมเทศนาจบลง   พรานเบ็ดบรรลุโสดาปัตติผล   พระธรรมเทศฯมีประโยชน์  แม้แก่บุคคลผู้มาประชุมกัน.

-----------------------------------------------------------------

10. เรื่องภิกษุมากรูป

พระศาสดา  เมื่อประทับอยู่ในพระเชตวัน   ทรงปรารภภิกษุมากรูป  ผู้ถึงพร้อมด้วยคุณมีศีลเป็นต้น  ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า  น  สีลพฺพตมตฺเตน  เป็นต้น

ในกาลครั้งหนึ่ง   ในหมู่ภิกษุทั้งหลาย  บางพวกมีศีลสมบูรณ์  บางพวกทรงไว้ซึ่งธุดงค์  บางพวกเป็นพหูสูต    บางพวกอยู่ในเสนาสนะอันสงัด  บางพวกได้ฌาน  บางพวกบรรลุอนาคามิผล   ภิกษุเหล่านี้ต่างคิดว่า  เมื่อพวกตนมีคุณสมบัติที่ดีอย่างนี้แล้วเช่นนี้  การที่พวกตนจะบรรลุพระอรหัตตผลนั้น  เป็นเรื่องที่ไม่ยากเลย   อยู่มาวันหนึ่ง  พระภิกษุเหล่านี้ได้เข้าไปเฝ้าพระศาสดา  เมื่อถวายบังคมแล้ว  พระศาสดาได้ตรัสถามว่า “ภิกษุทั้งหลาย   กิจแห่งบรรพชิตของพวกเธอถึงที่สุดแล้วหรือหนอ” ภิกษุแต่ละพวกก็ได้กราบทูลรายงานถึงคุณธรรมที่พวกตนปฏิบัติหรือได้บรรลุแล้วนั้น  และได้กราบทูลความมั่นใจของพวกตนด้วยว่า “เพราะฉะนั้น  พวกข้าพระองค์จึงคิดว่า  พวกเราสามารถเพื่อบรรลุพระอรหัตในขณะที่ปรารถนาแล้วๆ นั่นเอง”

พระศาสดาตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย  ชื่อว่าภิกษุจะเห็นว่า  ทุกข์ในภพของเราน้อย  ด้วยคุณสักว่าความเป็นผู้มีศีลบริสุทธิ์เป็นต้น  หรือด้วยคุณสักว่าความสุขของพระอนาคามี  ไม่สมควร  และยังไม่ถึงความสิ้นอาสวะ  ไม่พึงให้ความคิดเกิดขึ้นว่า  เราถึงสุขแล้ว “

จากนั้น  พระศาสดาจึงตรัสพระธรรมบท  สองพระคาถานี้ว่า

น  สีลพฺพตมตฺเตน
พาหุสจฺเจน  วา  ปน
อถวา  สมาธิลาเภน
วิวิตฺตสยเนน  วา  ฯ

ผุสามิ  เนกฺขมฺมสุขํ
อปุถุชฺชนเสวิตํ
ภิกฺขุ  วิสฺสาสมาปาทิ
อปฺปตฺโต  อาสวกฺขยํ  ฯ

ภิกษุยังไม่ถึงอาสวักขัย (สิ้นอาสวะ)
อย่าเพิ่งถึงความวางใจ
ด้วยเหตุสักว่าศีลและวัตร
ด้วยความเป็นพหูสูต
ด้วยอันได้สมาธิ

ด้วยอันนอนในที่สงัด
หรือด้วยเหตุเพียงรู้ว่า
เราถูกต้องสุขในเนกขัมมะ
ซึ่งปุถุชนเสพไม่ได้แล้ว.

เมื่อพระธรรมเทศนาจบลง   ภิกษุเหล่านั้น  บรรลุพระอรหัตตผล  พระธรรมเทศนา  มีประโยชน์  แม้แก่บุคคลผู้มาประชุมกัน.

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น